วันพุธที่ 21 มกราคม พ.ศ. 2558

UNIT 6 – Take My Advice
Modal auxiliaries

Modal verb หรือกริยาช่วย อันได้แก่ can, could, may, might, will และ wouldฯลฯ นั้น ทำหน้าที่ได้ 2 ประการ คือ 1) ใช้แสดง ‘ความเป็นไปได้’ และ 2) ใช้แสดง
มารยาททางสังคมต่างๆ
         1. การใช้ modal verbs แสดง ‘ความเป็นไปได้
  Modal verbs ใช้แสดงได้ทั้ง ‘ความเป็นไปได้’ และ ‘แนวโน้มของความเป็นไปได้
Modal verbs จึงแสดงได้ทั้ง ‘ความเป็นปัจจุบัน’ และ ‘ความเป็นอนาคต
    เราสามารถแบ่งระดับการใช้ modal verbs ที่แสดง ‘ความเป็นไปได้’ และแนวโน้ม
ของความเป็นไปได้’ ได้ 3 ระดับดังนี้
      เป็นไปได้มาก               เป็นไปได้ปานกลาง               เป็นไปได้น้อย
(ในปัจจุบันหรือในอนาคต)          (ในปัจจุบันหรือในอนาคต)           (ในปัจจุบันหรือในอนาคต)
  can                              may                            could
  will                              might
 must                            could
 should
ส่วน would จะใช้เพื่อแสดงการจินตนาการหรือการคาดการณ์ถึงเหตุการณ์ในอนาคต
CAN, WILL และ MUST แสดงความเป็นไปได้มาก
    เมื่อเราจะพูดหรือเขียนแล้วเรารู้สึกว่า สิ่งที่เราจะพูดหรือเขียนนั้น ‘มีความเป็นไปได้
มาก’ หรือ ‘มีแนวโน้มของความเป็นไปได้มาก’ เราก็จะใช้ can, will หรือ must ดังนี้
Can
    Can มีความหมายว่า ‘สามารถ’ หรือ ‘มีโอกาสที่จะ’ เวลาเราใช้ can ความหมายทั้ง 2 นี้ก็จะปะปนกันไป แต่บางครั้งก็แยกกันชัดเจน อันขึ้นกับสถานการณ์การใช้ในขณะนั้น ดังนี้
   –I can speak English.
     ฉันสามารถพูดภาษาอังกฤษได้
   –She can come.
     เจ้าหล่อนสามารถ/มีโอกาสที่จะมาได้
Will
Will นอกจากจะใช้เพื่อแสดงว่า ‘จะมีบางสิ่งเกิดขึ้นในอนาคต’ ในกรณีของ Future Simple แล้ว เรายังใช้ will ได้ใน 2 กรณีดังต่อไปนี้...อ่านเพิ่มเติม
UNIT 7 – You’ve Got Mail!
Prepositional + gerund

Gerunds เป็นกริยารูปหนึ่งที่ลงท้ายด้วย ing และทำหน้าที่เป็น คำนาม (noun)ฉะนั้นตำแหน่งของคำกริยาประเภทนี้ในประโยคคือ ประธาน (subject) กรรมตรง (direct object) ประธานเสริม (subject complement) และกรรมของบุพบท (object of preposition)
ตำแหน่งของ Gerunds
1. ประธาน (subject)
ตัวอย่าง
Traveling might satisfy your desire for new experiences.
การเดินทางอาจจะสนองตอบความปรารถนาด้วยประสบการณ์ใหม่ๆ ของคุณ
หมายเหตุ กรณีนี้รูปกริยา Traveling เป็นประธาน ก็เพราะวางอยู่หน้ากริยาหลักของประโยค นั่นคือ might satisfy
2. กรรมตรง (direct object)
ตัวอย่าง
I hope that you appreciate my offering you this opportunity.
ผมหวังว่าคุณจะชื่นชอบการที่ผมให้โอกาสคุณครั้งนี้
หมายเหตุ กรณีนี้ my offering you this opportunity เป็นกรรมตรง ก็ เพราะเป็นการตอบคำถามว่า ชื่นชอบ <appreciate> “อะไร’’
3. ประธานเสริม (subject complement)
ตัวอย่าง
His favorite activity is playing golf.
กิจกรรมที่ชื่นชอบของเขาคือการเล่นกอล์ฟ
= Playing golf is his favorite activity.
หมายเหตุ กรณีนี้ playing golf เป็นเสมือนประธานเสริม อยู่หลัง verb to be “is” ส่วน Playing golf ที่วางอยู่หน้าประโยค ทำหน้าที่ประธาน
4. กรรมของบุพบท (object of preposition)
ตัวอย่าง
She suffered for years without complaining.
เธอทนทุกข์มาหลายปีโดยไม่ปริปากบ่น
หมายเหตุ กรณีนี้รูปกริยา complaining วางอยู่หลังบุพบท <preposition> คือ“without” จึงถือว่าเป็นกรรมของบุพบท...อ่านเพิ่มเติม

UNIT 8 - Wishing Thinking
If - clause


การใช้ If (4 แบบ)
แต่ละตำราก็จะเรียกไม่ค่อยเหมือนกัน เอาง่ายๆ ละกันว่ามี 4 แบบ ไปจำว่าFirst condition, Second condition หรือ Third condition ก็ไม่ได้ช่วยให้เราเรียนรู้อะไร
แบบที่ 1  If + Present Simple, Present Simple
วิธีใช้ ใช้กับเหคุการณ์ที่เป็นความจริง
เช่น
If you heat water, it boils. (ถ้าคุณต้มน้ำ น้ำก็เดือด)
If you get here before seven, we can catch the early train. (ถ้าคุณมาถึงที่นี่ก่อน 7 โมง เราก็สามารถขึ้นรถไฟไปได้เร็ว)
I can’t drink alcohol if I have to drive. (ฉันไม่สามารถดื่มแอลกอฮอล์ถ้าฉันต้องขับรถ)
แบบที่ 2 If + Present Simple, Will + V1
วิธีใช้ ใช้กับเหคุการณ์ที่เป็นเหตุเป็นผลซึ่งกันและกัน
เช่น

If I have enough money, I will go to Japan. (ถ้าฉันมีเงิน ฉันจะไปญี่ปุ่น)
If he is late, we will have to start the meeting without him. (ถ้าเขามาสาย เราจะต้องเริ่มการประชุมโดยไม่มีเขา)
I won’t go outside if the weather is cold. (ฉันจะไม่ออกไปข้างนอกถ้าอากาศมันเย็น)
If I have time, I will help you. (ถ้าฉันมีเวลา ฉันจะช่วยคุณ)
If you eat too much, you will get fat (ถ้าคุณกินมากเกินไป คุณก็จะอ้วน)
แบบที่ 3 If + Past Simple, would + V1 (would แปลว่า น่าจะ) (Past Simple à V2)
วิธีใช้ ใช้กับเหคุการณ์ที่ตรงข้ามความจริงในปัจจุบัน หรือ อนาคต
เช่น
If I knew her name, I would tell you. (ถ้าฉันรู้ชื่อเธอ ฉันก็น่าจะบอกคุณ) [จริงๆ แล้วไม่รู้จักชื่อเธอ]
She would be safer if she had a car. (เธอน่าจะปลอดภัยกว่านี้ ถ้าเธอมีรถ) [จริงๆ แล้วเธอไม่มีรถ]
It would be nice if you helped me do the housework. [มันน่าจะดีถ้าคุณได้ช่วยฉันทำงานบ้านบ้าง] [จริงๆ แล้วเธอไม่ช่วยเลย]
If I were you, I would call her. (ถ้าฉันเป็นคุณ ฉันน่าจะโทร...อ่านเพิ่มเติม
UNIT 9 - Complaints,COMPLAINTS
Have/Get something done
have someone do something, have something done
ทั้งสองแบบหมายถึง ให้คนอื่นทำอะไรให้ แต่ have someone do something บอกด้วยว่าให้ใครทำ ส่วน have something done ไม่บอกว่าให้ใครทำ ลองดูตัวอย่าง และสังเกต Tense ที่ใช้ในแต่ละประโยคด้วยนะคะ
have someone do something
(หลัง someone เป็น bare infinitive  หรือ รูปแบบ  Verb ที่ต่อหลัง to โดยที่ไม่ต้องมี toหรือเรียกอีกอย่างว่า Verb ในรูป Base form หรือ Verb ช่อง 1 นั่นเอง)
The teacher had Jane write an essay about Thai culture.
อาจารย์ให้เจนเขียนเรียงความเกี่ยวกับวัฒนธรรมไทย
Have Morse meet me downtown this evening.
จัดให้มอร์สมาพบฉันในตัวเมืองเย็นนี้นะ
have something done
(หลัง something เป็น Past participle หรือ Verb ในรูป -ed form หรือที่เรามักเรียกว่าVerb ช่อง 3 นั่นเอง)
I had the message passed to Mr. Jack.
ฉัน (จัดให้มีการ) ส่งผ่านข้อความไปถึงคุณแจ็คแล้ว
I had our roof repaired yesterday.
ฉัน (จัดให้มีการ) ซ่อมหลังคาของเราแล้วเมื่อวานนี้
I had my hair cut.
ฉัน (ให้ช่าง) ตัดผมแล้ว
Our neighbors have just had air conditioning installed in their house.
เพื่อนบ้านของเราเพิ่ง (จัดให้ช่างมา) ติดตั้งแอร์ในบ้านของพวกเขา...อ่านเพิ่มเติม
  
 - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - - -

Past participles as adjective
ในภาษาอังกฤษนั้น รูปกริยาที่เติม – ing (present participle) และรูปกริยาที่เติม – ed (past participle) สามารถทำหน้าที่เป็น Adjective ขยายคำนามได้ แต่รูปกริยาบางตัวนั้นสามารถเป็นได้ทั้ง present participle เช่น boring และ past participle เช่นbored ซึ่งเรามักจะสับสนและใช้ผิดกันเสมอๆ ยกตัวอย่างเช่น
Frightening น่าตกใจ
Tiring น่าเหนื่อย
Exciting น่าตื่นเต้น
Interesting น่าสนใจ
Disappointing น่าผิดหวัง
Satisfying น่าพอใจ
Annoying น่ารำคาญ
Upsetting น่าหงุดหงิด
Terrifying น่าสะพรึงกลัว
Embarrassing น่าอาย
Amazing น่ามหัศจรรย์
Amusing น่าสนุก
Astonishing น่าตะลึงงัน  
Frightened รู้สึกตกใจ
tired รู้สึกเหนื่อย
excited รู้สึกตื่นเต้น
interested รู้สึกสนใจ
disappointed รู้สึกผิดหวัง
satisfied รู้สึกพอใจ
annoyed รู้สึกรำคาญ
upset  รู้สึกหงุดหงิด
terrified  รู้สึกกลัว
embarrassed รู้สึกอับอายขายหน้า
amazed  รู้สึกมหัศจรรย์
amused  รู้สึกสนุก
astonished  รู้สึกตะลึงงัน
โดยมีความแตกต่างกันคือ รูปกริยาที่เติม – ing (present participle) ที่ทำหน้าที่เป็น adjective นั้นทำหน้าที่ขยายสภาพของสิ่งนั้นๆ เช่น ถ้าผีน่ากลัว คุณสามารถอธิบายได้ว่า The ghost is terrifying. แต่ถ้าคุณรู้สึกกลัวผี คุณสามารถอธิบายโดยรูปกริยาที่เติม –ed (past participle) ได้ว่า I am frightened by the ghost. ดังตัวอย่างต่อไปนี้
For example:
John is frightened by the lighting. He finds the lighting frightening.
ฟ้าผ่าทำให้จอห์นรู้สึกตกใจกลัว เขารู้สึกว่าฟ้าผ่าน่ากลัว...อ่านเพิ่มเติม
UNIT 10 - I Wonder What Happened
Past Perfect Tense

หลักการใช้ Past Perfect Tense
ใช้กับเหตุการณ์ 2 เหตุการณ์ ที่เกิดขึ้น และสิ้นสุดลงแล้วในอดีตทั้ง2เหตุการณ์ซึ่งเหตุการณ์หนึ่งได้สิ้นสุดลงก่อนหน้าอีกเหตุการณ์ โดย
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงก่อนจะใช้Past Perfect Tense
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและสิ้นสุดลงทีหลังจะใช้Past Simple Tense
We had gone outbeforehe came.
(เราออกไปข้างนอกกันแล้วก่อนที่เขาจะมา)
Past Perfect Tense มักจะใช้กับคำว่า before, after, already, just, yet, until, till, as soon as, when, by the time, by… (เช่น by this month) และอื่นๆ โดยจะมีอาจวิธีการใช้ต่างกันไป เช่น
Before+ Past Simple Tense + Past Perfect Tense เช่น
BeforeI went to the school, Ihad hada car accident.
(ก่อนที่ฉันจะไปโรงเรียน ฉันได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์)
After+ Past Perfect Tense + Past Simple Tense เช่น
 AfterIhad finishedmy homework, I went to the Internet Café.
(หลังจากที่ฉันทำการบ้านเสร็จ ฉันก็ไปยังร้านอินเตอร์เน็ต)
By the time+ Past Simple Tense + Past Perfect Tense เช่น
By the timehe came here, I alreadyhad finishedmy dinner.
(ตอนที่เขามาถึง ฉันก็กินข้าวมื้อเย็นของฉันเสร็จเรียบร้อยแล้ว)...อ่านเพิ่มเติม

UNIT 11 - If It Hadn't Happened

Modal verb + have + Past participle

Past participle คือ คำกริยาช่อง 3
Modal verb คือ would, could, may, might, should, must เป็นต้น
ถ้าใช้ Modal verb ต่อด้วย “have” แล้วต่อด้วย Past participle จะเป็นการพูดถึงเหตุการณ์ในอดีต
should/ought to + have + Past participle
ใช้เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่ควรจะเกิดขึ้นในอดีต แต่ก็ไม่เกิดขึ้น
We should have waited for the rain to stop. (ใช้ ought to แทน should ก็ได้)
เราควรรอให้ฝนหยุดตก (พูดถึงอดีตที่ผ่านมา ที่เราควรรอให้ฝนหยุดตก แต่ความจริงคือเราไม่ได้รอ)
ใช้เมื่อคาดการณ์ว่าถ้าบางอย่างเป็นแบบนี้ ก็จะเกิดอีกอย่างขึ้น โดยเป็นเหตุการณ์ในอดีต
If the flight was on time, he should have arrived in Jakarta early this morning. (ใช้ought to แทน should ก็ได้)
ถ้าเที่ยวบินตรงเวลา เขาก็ควรจะเดินทางถึงจาการ์ตาแล้วเมื่อเช้ามืดวันนี้
must + have + Past participle
ใช้เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ในอดีตที่คาดว่าต้องเป็นอย่างนั้นแน่ๆ
That’s not Kate’s car. She must have borrowed it from her parents.
นั่นไม่ใช่รถของเคท เธอต้องยืมมาจากผู้ปกครองของเธอแน่ๆ
That must not have been an easy task.
นั่นต้องไม่ใช่งานที่ง่ายแน่ๆ (งานนั้นต้องไม่ง่ายแน่ๆ)
would+ have + Past participle
ใช้เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่ในอดีตที่คาดว่าจะเป็นอย่างนั้น
I would have been happy to see him, but I didn’t have time.
ฉันคงจะมีความสุขถ้าได้เจอเขา แต่ฉันก็ไม่มีเวลา (ที่จะไปเจอเขา)
My grandmother wouldn’t have approved of the exhibition.
คุณย่าของฉันคงจะไม่ชอบนิทรรศการนั้น
will+ have + Past participle
ใช้เมื่อพูดถึงเหตุการณ์ที่ในอดีตที่คาดว่าจะเป็นอย่างนั้น (ถ้าใช้ “will” จะแน่ใจกว่า“would” แต่ก็ไม่ถึงกับ “must”)
As you will have noticed, he’s got new glasses.
ตามที่คุณคงจะได้สังเกตเห็นแล้ว  เขามีแว่นตาใหม่ (คุณคงสังเกตเห็นแล้วว่าเขามีแว่นตาใหม่ )
Most people won’t have seen last night’s lunar eclipse.
คนส่วนใหญ่ไม่เห็น...อ่านเพิ่มเติม